บึงกาฬ I ญาติบุกโรงพักทวงถามความคืบหน้าปมโกงขี้ยาง 24 ล้าน

ที่สภ.บึงกาฬ จากกรณีการนำเสนอข่าวนางวิชชุดา สมนาม อายุ 42 ปีอยู่บ้านเลขที่ 153 หมู่ 8 บ้านห้วยภูสามัคคี ตำบลคำนาดี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ได้รับมอบอำนาจจาก น.ส.จิตติมาหรือแวว ภูชมชื่น อายุ 36 ปีน้องสาวแท้ๆที่ถูกเพื่อรักหลอกยืมเงินอ้างไปลงทุน เมื่อถึงเวลาจะขอคืนกลับโดนบ่ายเบี่ยงจนต้องมอบอำนาจให้กับญาติแจ้งความเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาไปแล้ว

ล่าสุดทางญาติได้ขอเข้าพบพันตำรวจโทยอดยม อุปกา รองผู้กำกับสอบสวน สภ.บึงกาฬเพื่อสอบถามความคืบหน้าเกียวกับคดีว่ามีการดำเนินคดีกับนางสาวสิฏฐินารีหรือแป๋ว เสาสมทบ คู่กรณีหลังจากญาติหอบเอกสารทางธนาคาร เช่น สเตทเมนท์ สลิปใบโอนเงินเพื่อเอาผิดทางกฎหมาย

จากการเปิดเผยของ พันตำรวจโท ยอดยม อุปกา ชี้แจงว่าได้เร่งทำคดีดังกล่าวโดยเรียกสอบปากคำผู้เสียหายไปแล้วหลายปากแต่เนื่องจากคดีมีการพัวพันหลายหน่วยงานทั้งต้องขอเอกสารการเงินจากธนาคารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบสำนวนเพื่อดำเนินคดีเนื่องจากคดีมีมูลค่าเยอะจึงอาจต้องใช้เวลาและได้ชี้แจงให้กับญาติได้เข้าใจพร้อมรับปากจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเนื่องจากคดีมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ พันตำรวจโท ยอดยม ชี้แจงได้มีผู้เสียหายอีกหลายรายเดินทางมาให้ปากคำพร้อมแจ้งความเกี่ยวกับคดีดังกล่าวเพิ่มขึ้นทั้งโดนใช้ชื่อในการแอบอ้างและการปลอมไลน์หน่วยงานสถาบันการเงินเพื่อนำไปหลอกผู้เสียหายให้มาลงทุนทีมข่าวได้สอบถามไปยังผู้เสียหายชี้แจงว่าตนเองไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและได้แสดงเจตนาบริสุทธิ์มาพบพนักงานสอบสวนหลังทราบข่าวมีมีชื่อตนเองไปพัวพันเกี่ยวกับคดีด้วยจึงมาร้องทุกข์และแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และทราบว่ามีการแอบอ้างชื่อของผู้จัดการธนาคารชื่อดังพร้อมปลอมลายเซ็นต์ไปแอบอ้างสร้างความน่าเชื่อถืออีกด้วย

จากกรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก น.ส.สิฏฐินารี เสาสมทบ ซึ่งเป็นเพื่อนกันกับ น.ส.จิตติมา มีบ้านเรือนตั้งอยู่ใกล้กัน ได้หลอกชักชวนให้นำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อจัดทำหลายโครงการทั้งรับซื้อเศษขี้ยางไปขายส่งโรงงานต่างๆ โดยบอกว่าจะแบ่งรายได้ให้อย่างงาม และส่งเงินกองทุนเงินล้านตามหมู่บ้านที่สมาชิกหาใช้ไม่ทันจะมากู้หรือหยิบยืมไปส่งก่อน ภายใน 7 วันก็จะได้ต้นทุนคืนพร้อมดอกเบี้ย จึงตัดสินใจร่วมลงทุนด้วย ทั้งจ่ายเป็นเงินสดและโอนเงินเข้าบัญชีตั้งแต่เงิน จำนวน 400,000 บาท ไปจนถึง 3,000,000 บาท เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 24 ล้านบาทเศษ

โดยมีเงื่อนไขว่าหากต้องการเงินลงคืนก็แจ้งล่วงหน้าพร้อมจะคืนเงินให้ ซึ่งก็ได้รับผลตอบแทนมาอยู่บ้าง แต่พอปลายเดือนกรกฎาคม 2563 ผ่านมาทาง น.ส.จิตติมา น้องสาวมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวน 2 ล้านบาท จึงแจ้งกับ น.ส.สิฏฐินารี ว่าต้องการ 2 ล้านบาทมาสร้างบ้าน แต่กลับถูกปฏิเสธอ้างว่าไม่สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืนให้ได้ เนื่องจากเกิดปัญหาทางระบบขั้นตอนที่ดำเนินการไปแล้ว หากจะได้คืนเร็วต้องเอาเงินมาลงทุนเพิ่มอีก จึงมั่นใจว่าถูกเพื่อนรักกันหลอกลวงกัน จึงเดินทางเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.สิฏฐินารี เสาสมทบ กับพวก